บล็อกท่องเที่ยว โดย Jetradar Thailand

ถอดรหัสกับ JetRadar ตอน: เครื่องบินอาจบินนานขึ้นทุกปี

airplane_long_web

คุณทราบหรือไม่ ในอนาคต เที่ยวบินบางเส้นทาง จะต้องใช้เวลาบินนานขึ้นกว่าเดิม?…
คุณทราบหรือไม่ ในแต่ละครั้ง ที่เครื่องบินต้องบินนานขึ้น เพื่อบินอ้อม หลบพายุ ลมมรสุม นั่นหมายถึงเงินมหาศาลที่สูญเสียไปกับอากาศ?…

สำหรับเราๆท่านๆที่เป็นผู้โดยสาร เราจะไม่ค่อยสังเกตเท่าไรนัก เวลาที่เครื่องบินของตนเอง บินถึงที่หมายเร็วขึ้นหรือช้ากว่าเดิมสัก 5-10 นาที เพราะในฐานะผู้โดยสาร เรามักจะสนใจแต่ราคาตั๋ว กับการบริการบนเครื่อง ว่าคุ้มค่ากับราคาตั๋วที่จ่ายไปหรือไม่ …แต่สำหรับสายการบิน การต้องบินนานขึ้นแค่ 5 นาที คือ ความสูญเสียที่ไม่สามารถเคลมกับใครได้

จากการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้โดย Nature Climate Change ที่วิเคราะห์ฐานข้อมูลของกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ โดยการเก็บสถิติเที่ยวบินต่างๆที่บินระหว่างเส้นทาง Honolulu ไปยัง West Coast จำนวน 250,000 ไฟลต์ พบว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศในชั้นบรรยากาศ มีผลต่อค่าเฉลี่ยของระยะเวลาการบิน มากกว่าสภาพอากาศที่แปรปรวนตามพยากรณ์อากาศแต่ละวัน และลมที่พัดผ่านมหาสมุทรแปซิฟิค มีความแรงเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ซึ่งจะทำให้เครื่องบินต้องใช้แรงในการขับเคลื่อนมากกว่าเดิม และใช้เวลานานกว่าเดิมในอากาศ และนั่นก็หมายความว่า สายการบินนั้น ต้องจ่ายค่าน้ำมันเชื่อเพลิงมากขึ้น

storm_cubaทำไมสายการบินจึงต้องจ่ายมากขึ้น?
ก็เพราะเครื่องบินลอยอยู่เฉยๆในอากาศ โดยมอเตอร์ไม่ต้องทำงานไม่ได้ และเพื่อจะให้มอเตอร์ทำงาน มอเตอร์จะต้อง “กิน” น้ำมัน เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานขับเคลื่อนเครื่องบินบนอากาศ ยิ่งอยู่ในอากาศนานเท่าไร ยิ่ง “กิน” น้ำมันมากเท่านั้น และนั่นก็กลายเป็นรายจ่ายส่วนเกินของสายการบินหนึ่งๆอีกด้วย นอกจากนี้ ยิ่งมอเตอร์เผาผลาญพลังงานมากเท่าไร นั่นก็หมายถึงจำนวนก๊าซ CO2 ที่เพิ่มมากขึ้นในชั้นบรรยากาศโดยไม่จำเป็น

น้ำมันเครื่องบิน หรือที่เรียกกันว่า kerosene เป็นน้ำมันที่มีค่าออกเทน (Octane) สูง การเผาไหม้ดี แต่ราคาก็แพงกว่าน้ำมันประเภทอื่นอยู่มาก ดังนั้น สมมุติว่า หากสายการบินทุกสายในสหรัฐฯ ต้องบินนานขึ้นเพียง 1 นาที ทุกวัน จะเท่ากับเสียเวลาส่วนเกินต่อปีถึง 300,000 ชั่วโมงบินและเท่ากับต้องใช้น้ำมันส่วนเกินถึงพันล้านแกลลอน ซึ่งนั่นก็ยังหมายความว่า สายการบินนั้นจะต้องเสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่่มเติมอย่างน้อย 3 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเท่ากับเพิ่มมลภาวะทางอากาศ เพิ่มจำนวน CO2 ในชั้นบรรยากาศถึง 1 หมื่นล้านกิโล

large_image.asp
(ขอบคุณ ภาพจาก http://192.100.77.194/blog/sci-discus/30308)

ปัจจัยสำคัญหนึ่ง ที่ทำให้ต้องเครื่องบินลำหนึ่งต้องบินนานขึ้น ก็คือ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ อันเกิดจากสภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะปรากฏการณ์ El Niño กระแสน้ำอุ่นอันเกิดจากคลื่นความกดอากาศต่ำ (อุณหภูมิสูง) ที่ก่อตัวตรงเส้น equator ในแปซิฟิค แล้วเคลื่อนตัวไปยังจุดที่อุหภูมิต่ำกว่าในเขตเส้นละติจูดเหนือเส้น equator จนเกิดการรวมตัวเป็นกระแสลมแรงในมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งกระแสลมแบบนี้เอง ที่เป็นสาเหตุทำให้เครื่องบิน ต้องบินในเส้นทางที่ไกลกว่าเดิม ใช้เวลานานขึ้น เพื่อหลบกระแสลม และนั่นหมายความว่า ต้องใช้พลังงานมากกว่าเดิมในการเดินทาง อันส่งผลตามมาทั้งด้านการเงินและสิ่งแวดล้อมของสายการบินนั้นๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น


จากการวิจัยศุึกษาแนวโน้มของปรากฏการณ์ El Niño และแนวโน้มที่สายการบินจะเผาผลาญพลังงานในชั้นบรรยากาศและปล่อยก๊าซ Co2 มากขึ้น พบว่าปรากฏการณ์โลกร้อนมีผลโดยตรงต่อการกำหนดทิศทางลม และจะทำให้การบินจากทิศตะวันออกไปยังตะวันตก ยาวนานมากขึ้น เนื่องจากต้องพบอุปสรรค กระแสลมแรงมากกว่าเดิมทุกปี ถึงแม้ว่า ในทางกลับกัน หากบินจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก จะใช้เวลาสั้นลงกว่าเดิมเช่นกันก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นการชดเชยปริมาณการสูญเสียพลังงานเชื้อเพลิงและรายจ่าย ที่มากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดได้

delayedดังนั้น จะเห็นได้ว่า แม้แต่เรื่องเล็กๆ ที่เรา ในฐานะผู้โดยสาร อาจมองข้ามไป อย่างเช่น ไฟลต์ดีเลย์สัก 5 นาที จริงๆแล้วต่างมีมูลค่าที่ต้องจ่าย (ซึ่งแน่นอนว่า สายการบินต้องเป็นคนรับผิดชอบไป) เราในฐานะคนเดินทาง จึงควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ในสิ่งที่เราพึงจะทำได้ เช่นกัน เช่น การไปถึงที่ gate ตรงเวลา, การปิดเครื่องมือสื่อสารขณะ takeoff/landing, การไม่โกงน้ำหนักกระเป๋า ฯลฯ เพราะว่าสิ่งเล็กๆเพียงเท่านี้ จากคนอย่างคุณหนึ่งคน รวมกันเป็นหลายๆคน หลายๆไฟลต์ และหลายๆสายการบิน อาจหมายถึงการช่วยประหยัดรายจ่ายค่าพลังงานของชาติได้หลายพันล้านบาท หรือช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้โลกอยู่กับเราได้นานขึ้น … ไม่มากก็น้อย…

(ขอบคุณข้อมูลอ้างอิง จาก http://www.nature.com/nclimate/journal/vaop/ncurrent/full/nclimate2715.html)

(254)